บทที่ 24 “ไปสิ ทำเลย รออะไรอยู่”
“อุ้มข้าไว้ให้แน่น ๆ ข้าจะใช้สายตาสอดส่องมองหาศิษย์เฝ้าปากถ้ำทั้งสามคน” นางกระซิบเสียงเบาใกล้ข้างหูเขา นิ้วมือกำแน่นจนข้อขาวซีด
เยี่ยเสวียนเพียงพยักหน้า
ฉางซีอยู่ในอ้อมกอดของเยี่ยเสวียนด้วยความรู้สึกประหลาด หัวใจที่ควรสงบนิ่งกลับเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ลมหายใจของเขาปะทะข้างแก้ม กลิ่นมารจาง ๆ อบอวลอยู่รอบกาย คราวนี้คล้ายกลิ่นบุปผายามราตรีที่ทั้งเย้ายวนและอันตราย จนทำให้นางเสียสมาธิอย่างน่าหงุดหงิด
สายตานางพยายามสอดส่องไปทั่ว บนกิ่งไม้ ตามซอกหิน ใต้เงาไม้ที่แสงจันทร์ส่องไม่ถึง เพื่อหาคนเฝ้าประตูทั้งสาม ทว่ากลับไม่พบแม้เงา นางจึงยกมือทุบหน้าอกเขาเบา ๆ หนึ่งทีอย่างขัดใจ ก่อนบ่นเสียงต่ำ
“กลิ่นมารของเจ้า… หอมหวนเกินไป รบกวนสมาธิ จนข้าหาไม่พบ”
เยี่ยเสวียนคลี่ยิ้มมุมปาก ดวงตาทอประกายวาววับ
“ข้าหาพบแล้ว”
สิ้นคำ ลมวูบหนึ่งก็พัดกระแทกกายอีกครั้ง ร่างของนางถูกโอบกระชับแน่นกว่าเดิม ก่อนที่เขาจะลอยตัวลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ ปลายเท้าแตะพื้นแทบไร้เสียง แล้วจึงค่อยวางนางลงอย่างมั่นคง
“เจ้าหาพบแล้วหรือ เหตุใดเจ้าเห็น ข้าไม่เห็น”
“ก็เจ้ามัวแต่มองใบหน้าของข้า จะเห็นได้เช่นไร”
ฉางซีกะพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าร้อนวาบโดยไม่ทันตั้งตัว
เหตุใดเขารู้…
“อยู่บนกิ่งไม้กิ่งนั้นหนึ่งคน อยู่ในซอกหินนั่นหนึ่งคน แอบอยู่ในพุ่มไม้ไม่รก ๆ นั่นอีกหนึ่งคน”
เขากล่าวพลางยกนิ้วชี้ไปทีละจุดอย่างแม่นยำ ราวกับมองเห็นทุกอย่างชัดเจนแม้ในความมืด
ฉางซีเพ่งมองตาม ครั้งแรกยังไม่เห็นสิ่งใด นางจึงหรี่ตาลง ขยี้ตาแล้วมองซ้ำอีกหลายรอบ กว่าจะสังเกตเห็นเงาดำบางอย่างไหววูบอยู่ท่ามกลางเงาไม้ ต้องตั้งใจมองจนแทบกลั้นหายใจจึงแยกออก
แต่เขากลับใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยวนาที…
สายตานางจึงเลื่อนกลับมามองเขาอย่างตกตะลึง …สายตาเขาดีเกินไปแล้ว
“ทำให้พวกเขาสลบเลยดีหรือไม่” เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยถามเสียงเรียบ คล้ายกำลังถามเรื่องเล็กน้อยยิ่ง
ฉางซีสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะได้สติกลับมา
“ไปสิ ทำเลย รออะไรอยู่”
สิ้นคำ ร่างของเยี่ยเสวียนก็ลอยวับหายไป ไร้แม้เสียงใบไม้กระทบกัน ลมเพียงแผ่วผ่าน แล้วความเงียบก็กลับคืนมา
ไม่ถึงชั่วลมหายใจ เขาก็ปรากฏกายอีกครั้ง ยืนอยู่ที่เดิมราวไม่เคยขยับไปไหน เสื้อผ้าเรียบร้อยไร้รอยยับ
“เสร็จแล้ว”
ฉางซีมองเขาด้วยแววตาตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
เร็วมาก… เร็วเสียจนชวนให้ขนลุก
“เจ้า… จัดการพวกเขาเช่นไร”
“ร่ายคาถาหลับใหล”
ฉางซีหัวเราะเบา ๆ ด้วยความพึงพอใจ พลันยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย
“ยอดเยี่ยม”
นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกก้าว เอ่ยเสียงเบาลงเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดขวางทางแล้ว”
สายลมยามราตรีพัดผ่านกิ่งไม้เหนือศีรษะ เงาทั้งสามจุดยังคงนิ่งสนิทไร้ความเคลื่อนไหว
ฉางซีเหลือบมองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะหันกลับมาเงยหน้ามองเขา
“ไปกันเถอะ”
ครานี้นางเป็นฝ่ายก้าวนำหนึ่งก้าว
เยี่ยเสวียนเดินตามเข้าไปโดยไม่เอ่ยคำใด
ทันทีที่ก้าวพ้นปากถ้ำ อากาศด้านในก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความเย็นชื้นของราตรีภายนอก กลายเป็นความนิ่งลึกที่คล้ายผืนน้ำไร้ระลอก คลื่นเสียงทุกอย่างถูกกลืนหาย แม้เสียงฝีเท้าก็เบาบางราวตกลงในหมอก
ภายในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มืดสนิท หากมีแสงเรืองรองบางเบาแผ่ซึมออกมาจากผนังหินเอง คล้ายหินทั้งผนังหายใจอยู่ช้า ๆ แสงนั้นไม่ใช่สีขาว ไม่ใช่สีทอง หากเป็นประกายเงินอมฟ้า เหมือนแสงจันทร์ถูกบดละเอียดแล้วฝังไว้ในเนื้อศิลา
เพดานถ้ำสูงโค้งคล้ายโดมธรรมชาติ หยดน้ำใสหยดลงจากปลายหินย้อยเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่หยดน้ำแตะพื้น แสงรอบด้านจะกระเพื่อมแผ่ว ๆ ราวกับผืนแสงมีชีวิตตอบสนอง
พื้นถ้ำไม่ได้ขรุขระ หากเรียบลื่นราวถูกขัดเกลาด้วยกาลเวลา บางจุดมีเส้นสายบางอย่างพาดผ่าน คล้ายลวดลายธรรมชาติของหิน ทว่ามองนานเข้า กลับคล้ายอักขระโบราณที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อศิลา ราวกับถ้ำทั้งถ้ำคือค่ายกลขนาดมหึมา
อากาศอบอวลด้วยกลิ่นบางเบา คล้ายไม้หอมเก่าแก่ผสมไอหินชื้น ไม่ฉุน ไม่หวาน ทว่าให้ความรู้สึกสงบจนหัวใจเต้นช้าลงเองโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงก็ยิ่งชัดขึ้น ใจกลางถ้ำมีแท่นศิลาก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นจากพื้น ราวกับงอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ บนผิวแท่นนั้นมีรอยแตกละเอียดเป็นเส้นบาง ๆ และแสงเรืองรองก็ไหลผ่านรอยแตกเหล่านั้นช้า ๆ คล้ายลำธารใต้หิน
ทุกสิ่งสงบนิ่ง ทว่าไม่ว่างเปล่า
มันให้ความรู้สึกราวกับมีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองอยู่ ไม่ใช่ด้วยสายตา แต่ด้วยการรับรู้ที่มองไม่เห็น
